สพฐ.-สอศ.จับมือสร้างห้องเรียนอาชีพ

สพฐ.-สอศ.จับมือสร้างห้องเรียนอาชีพ

“อัมพร” ถก “สุเทพ” เดินหน้าโครงการห้องเรียนอาชีพระดับมัธยมศึกษา พร้อมเก็บเป็นธนาคารหน่วยกิตไปเรียนต่อปวช.-ปวส.ได้ เริ่มภาคเรียนที่ 1 ปี 64 หวังค้นหาความถนัดของผู้เรียนในอนาคต เด็กเรียนจบมีอาชีพมีรายได้

เมื่อวันที่ 17 ก.พ. นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ตนได้ประชุมร่วมกับ ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เพื่อดำเนินโครงการห้องเรียนอาชีพขึ้นในระดับมัธยมศึกษาโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นนโยบายของนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ที่ต้องการเพิ่มผู้เรียนสายอาชีพและต้องการค้นหาความถนัดของผู้เรียนในอนาคต เพราะการศึกษาจะต้องทำให้ผู้เรียนมีอาชีพและมีรายได้เมื่อสำเร็จการศึกษา โดยห้องเรียนอาชีพนี้จะเริ่มดำเนินการในเดือน พ.ค.ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ทันที

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้การดำเนินโครงการห้องเรียนอาชีพจะมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ 1.หลักสูตรอาชีพระยะสั้น เช่น การทำขนมเบเกอรี่ การเรียนรู้วิธีทำแหนม เป็นต้น และ 2.จัดหลักสูตรวิชาชีพในรายวิชากลุ่มสาระการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยจะให้มีการเรียนเก็บหน่วยกิตที่เป็นวิชาชีพสะสมเป็นธนาคารหน่วยกิต ซึ่งผู้เรียนสามารนำหน่วยกิตนี้ไปต่อยอดการเรียนต่อสายอาชีพระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูง (ปวส.) ได้โดยที่ไม่ต้องไปลงเรียนในรายวิชานั้นเพิ่มเติมอีก ทั้งนี้โครงการห้องเรียนสายอาชีพจะเป็นการจัดหลักสูตรวิชาชีพที่หลากหลายตามบริบทของโรงเรียน โดยเด็ก ม.ต้นจะเรียนวิชาชีพเพื่อแสวงหาความถนัด ขณะที่เด็ก ม.ปลายจะเลือกเรียนวิชาชีพที่ตัวเองอยากเป็นในอนาคต ซึ่งถือเป็นการเตรียมความพร้อมเด็กสู่เส้นทางอาชีพ

“ที่ผ่านมาแม้จะมีการจัดห้องเรียนอาชีพมาแล้ว แต่เป็นการจัดที่ทำไม่เต็มที่ เพราะเป็นการนำครูอาชีวะมาสอนเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งผมมองว่าเด็กเรียนแล้วไม่ได้ประโยชน์ โดยหากจะเรียนอาชีพจริงๆ จะต้องเรียนต่อเนื่องอย่างน้อย 1 สัปดาห์ทำอย่างจริงจัง และเมื่อเด็กเรียนวิชาชีพแล้วจะต้องไปประกอบอาชีพได้ นอกจากนี้ผมอยากให้ครูและผู้บริหารต้องเปลี่ยนความคิดเรื่องการเรียนวิชาชีพใหม่ เพราะการจัดการศึกษาไม่ใช่การยัดเยียดให้เด็กเรียนหมด แต่วันนี้การศึกษาจะต้องยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางว่าเด็กอยากเรียนแบบไหน” นายอัมพร กล่าว