"ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ" แก้ปัญหาการศึกษาทั้งระบบ 

“ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” แก้ปัญหาการศึกษาทั้งระบบ 

อีกวันเดียวก็จะถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจของทั้ง 10 รัฐมนตรีรัฐบาลประยุทธ์ 2 เชื่อได้ว่าจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง และหนึ่งในรัฐมนตรีที่เป็นที่ได้รับความสนใจและหลายคนน่าจะรอฟังคำตอบจากเขาว่าจะเป็นอย่างไรในการอภิปรายครั้งนี้ คงหนีไม่พ้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ที่นอกจากข้อกล่าวหามากมายแล้ว ยังถูกพุ่งเป้าถึงที่มาและการทำงาน ที่ยังไม่เห็นผลเชิงประจักษ์มากนัก 

หากย้อนดูถึงปัญหาการศึกษาไทยที่สะสมมาเป็นระยะเวลายาวนานกับข้อกล่าวหาที่โจมตีนายณัฏฐพลแล้ว ต้องยอมรับว่าน่าจะเป็นที่หนักใจไม่น้อย เพราะการจะแก้ปัญหาระบบการศึกษาไทยที่มีทั้งปัญหาเรื่องของความเหลื่อมล้ำ ความล้าสมัย แถมยังต้องเจอกับกระแสม็อบอยู่เป็นระยะ ทำให้การทำงานที่ทั้งต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและวางแผนแก้โครงสร้างทั้งระบบนั้นเป็นเรื่องยาก จึงไม่น่าแปลกใจที่ผลงานของรัฐมนตรีผู้นี้ถึงได้ไม่ปรากฏ แต่ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า มีนายณัฏฐพลเพียงคนเดียวที่สามารถดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีอายุงานได้เกิน 1 ปีครึ่ง ซึ่งทำลายสถิติของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการของกระทรวงนี้ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา

แต่เป็น 1 ปีครึ่งที่นายณัฏฐพลศึกษาถึงรากเหง้าของปัญหาการศึกษาไทย และวาง “โรดแม็พ” เพื่อแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ 

ถ้ามององค์ประกอบที่สำคัญของระบบการศึกษาแบบทั่วไป จะเห็น 3 ส่วนใหญ่ๆ ที่เชื่อมโยงและเกี่ยวพันถึงปัญหาที่เป็นอยู่ ก็คือ โรงเรียน ครู และตัวผู้เรียน และกระทรวงศึกษาธิการภายใต้การนำของนายณัฏฐพล ซึ่งล่าสุดได้ประกาศนโยบาย “บูรณาการการศึกษา” ด้วยการนำบุคลากรของหน่วยงานกระทรวงมาร่วมทำงานอย่างเป็นเอกภาพ โดยมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาของทั้ง 3 ส่วนจนบรรลุถึงเป้าหมายใหญ่ นั่นก็คือ “การพลิกการศึกษาไทยทั่วประเทศ” และส่งต่อแผนงานให้บุคลากรในกระทรวงสานต่อให้เป็นสัมฤทธิผลในที่สุด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดข้อสงสัย และมีคำถามตามมาว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ 

ย้อนกลับไปในช่วง 1 ปีกว่าๆ ของนายณัฏฐพล ว่านโยบายการแก้โครงสร้างนั้นได้ดำเนินการไปถึงไหน หรือการทำงานไร้ประสิทธิภาพดังเช่นข้อกล่าวหาหรือไม่? 

นโยบายที่ทำให้เราได้รู้จักกับนายณัฏฐพลที่สุดในช่วงปี 2563 น่าจะเป็น “การศึกษายกกำลังสอง” ที่ชูเป้าหมายให้การศึกษาไทยพัฒนาทุนมนุษย์ที่มีความเป็นเลิศ ตรงกับความต้องการของตลาดในศตวรรษที่ 21 โดย ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวเชื่อมต่อที่ทำให้หลักสูตรต่างๆ มีความยืดหยุ่นและเข้าถึงผู้เรียนผู้สอนได้ง่ายขึ้น มีการเปิดตัวแพลตฟอร์มด้านการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ (DEEP) และศูนย์พัฒนาบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ (HCEC) ที่มีเป้าหมายระยะแรกในการเพิ่มความสามารถของครูและผู้เรียนผ่านระบบออนไลน์ (Online) และแบบตัวต่อตัว (On site) ซึ่งนายณัฏฐพลตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นแนวทางการพัฒนาครูผู้สอนแบบผสมผสาน ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการอบรมต่างๆ โดยในระยะแรกเน้นหลักสูตรพัฒนาความสามารถด้านดิจิทัลและภาษาอังกฤษ ได้พาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่าง ICDL และ Cambridge เข้ามาดูแลเรื่องของหลักสูตรและการทดสอบ และมีเป้าหมายเปิดศูนย์โรงเรียนทั่วประเทศในปี 2565 ถึง 185 แห่ง

เรื่องของสมรรถนะด้านภาษานี้ยังเชื่อมโยงกับความพยายามนำเอาครูต่างชาติกว่า 20,000 ตำแหน่ง เข้ามาในโรงเรียนในสังกัด แบ่งเป็นครูชาวต่างชาติ 10,000 ตำแหน่ง และครูชาวจีน 10,000 ตำแหน่ง ซึ่งได้ผ่านการอนุมัติจาคณะรัฐมนตรีไปแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2563 แต่ต้องมาประสบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 เสียก่อน จนยังไม่สามารถดำเนินการให้เสร็จสิ้นได้ 

นอกจากการพัฒนาความสามารถของผู้สอน ยังสานต่อโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตครู เพื่อสะสางหนี้ครูซึ่งถือเป็นปัญหาที่สะสมมาอย่างต่อเนื่องจนมีครูผู้ประสบปัญหาหนี้สินขั้นวิกฤติ เป็นที่มาของความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับธนาคารออมสิน และ ธนาคารกรุงไทย เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ครูและลดดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 0.5–1.00 ซึ่งเริ่มดำเนินการไปแล้วบางส่วน ประสานไปกับการลดภาระงานครู ที่ทางบอร์ดคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้ผ่านกรอบการพิจารณาวิทยฐานะแบบใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว รวมถึงแนวทางการเติบโตในสายอาชีพ ซึ่งจะทำให้ครูที่มีความชำนาญในการสอนไม่ต้องกังวลกับความก้าวหน้าในชีวิต ที่ต้องก้าวข้าม เพื่อขึ้นเป็นผู้บริหารทางการศึกษาเท่านั้น แต่สามารถก้าวหน้า และเติบโตในสายอาชีพของตน รวมไปถึงการวางแนวทางการยื่นวิทยฐานะผ่านทางระบบออนไลน์หรือ Digital Performance Appraisal (DPA) ที่คาดการณ์ว่าจะเริ่มใช้ได้ในช่วงปี 2565 สอดคล้องไปกับเรื่องการจัดการระบบการจัดเก็บข้อมูล (Big Data) ของครูและนักเรียน ที่นายณัฏฐพลก้าวเข้ามานั่งหัวโต๊ะ เพื่อลดภาระงานครูที่ไม่ต้องกรอกข้อมูลเดิมๆ ซ้ำซ้อน ขณะที่ข้อมูลครู รวมถึงของเด็กนักเรียน จะมีการบริหารจัดการ ใช้เป็นบันทึกความก้าวหน้าหรือสมุดพกติดตัวทั้งครูและนักเรียนอีกด้วย 

ขณะที่ จากนี้ไป ผู้ที่จะเป็นฝ่ายบริหารการศึกษาก็มิใช่จะสามารถขึ้นตำแหน่งกันได้ง่ายๆ จะต้องผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ และการพัฒนาตนเองในมาตรฐานที่สูงขึ้น  ส่วนสำคัญของระบบการศึกษาอย่างเด็กๆ นักเรียน นักศึกษา ประเด็นที่ร้อนแรงและเป็นที่พูดถึงที่สุด ก็คือการแก้กฎระเบียบที่ล้าหลังต่างๆ หลังจากกระแสของนักเรียนยุคใหม่ที่ลุกขึ้นมาต่อต้าน ได้มีความพยายามจัดตั้งคณะกรรมการกลางขึ้นมาหาข้อสรุปกับโรงเรียน ครู และนักเรียน ที่นายณัฏฐพลเคยเปิดเผยว่าน่าจะมีแนวทางการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมในไม่ช้านี้ ซึ่งแม้อาจจะไม่ถูกใจทุกฝ่ายแต่ก็หวังว่าจะช่วยให้เกิดความประนีประนอมของทั้งสองฝ่าย ควบคู่ไปกับการจัดตั้งศูนย์คุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ (ศคพ.) ตั้งแต่ มีนาคม 2563 ที่จัดการคดีความการคุกคามและล่วงละเมิดทางเพศเด็กนักเรียนได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จนเราได้เห็นตอผุดขึ้นมากมาย แต่ก็สามารถยึดใบประกอบวิชาชีพผู้ทำผิดให้หลุดไปจากระบบการศึกษา ไม่สามารถกลับเข้ามาในสายวิชาชีพได้อีกต่อไปถึง 20 ราย ซึ่งเป็นการทำงานทั้งเชิงรับและเชิงรุก 

อีกเรื่องที่เป็นที่กล่าวถึงของนักเรียนไม่แพ้กัน นั่นคือการอนุมัติให้การสอบ O-NET เป็นไปตามความสมัครใจของเด็กในชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 และ มัธยมศึกษาปีที่ 3 เริ่มต้นในปีนี้ สำหรับการยกเลิกการสอบ O-NET ของช่วงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 อยู่ในขั้นตอนการหารือกับทางกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อเป้าหมายในการลดความซ้ำซ้อนของการสอบ และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาซึ่งปรากฏเห็นได้ชัดเจนในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปีที่ผ่านมา แต่ต้องมีการกำหนดเกณฑ์วัดใหม่ที่มีความเหมาะสม และสะท้อนถึงพัฒนาการของเด็กนักเรียนที่แท้จริง 

และล่าสุดเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา นายณัฏฐพลได้ประกาศแผนการบูรณาการการศึกษา ด้วยการสร้างโรงเรียนคุณภาพชุมชนระดับชั้นประถมศึกษา ที่มีสิ่งแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการเรียนในยุคใหม่ ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการงบประมาณที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีแผนการลดจำนวนโรงเรียนขนาดเล็กลง ให้งบประมาณที่มีอยู่ได้ลงไปถึงโรงเรียนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่าเดิม แผนการสร้างอาคารสถานที่รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครับ เงินอุดหนุนต่อโรงเรียนที่มากขึ้น ถึงแม้จะมีความกังวลใจของผู้ปกครองเรื่องการรับ–ส่ง ซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการได้เตรียมแผนรองรับโดยสามารถใช้เงินงบประมาณที่ได้จากการลดจำนวนโรงเรียนลง ซึ่งถ้านโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นได้จริง นั่นคือก้าวสำคัญที่จะนำมาซึ่งคุณภาพของการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน  ขณะที่การรวมคุณครูจากโรงเรียนย่อยเข้ามาเป็นหนึ่งเดียว จะสามารถเพิ่มอัตรากำลังครู ทำให้มีครูครบชั้น ครบวิชา เพื่อสร้างประสิทธิภาพการสอนได้อย่างชัดเจนแน่นอน 

จากนโยบาย และแนวทางทั้งหมดที่ดำเนินงานมาในช่วงกว่า 1 ปีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา จะสอดคล้องกับคำกล่าวที่มักนำมาเทียบเคียง ที่ว่ากรุงโรมไม่สามารถสร้างเสร็จได้ใน 1 วัน ซึ่งหากนำมาร้อยเรียงต่อเป็นภาพใหญ่ และนำทุกองค์ประกอบได้มาสอดประสานกันแล้ว เชื่อว่าการวางรากฐานโครงสร้างทางการศึกษาครั้งนี้ จะเป็นการวางรากฐานที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบการศึกษาไทยในอนาคต ซึ่งหากพิจารณาจากระยะเวลาช่วงชั้นเรียนของเด็กนักเรียน บวกกับการจัดสรรใช้เงินงบประมาณตามวาระ 
ของแผ่นดิน ภายใน 3 ปีเราน่าจะมีโอกาสได้เห็นดอกเห็นผลเมล็ดพันธุ์ที่กำลังหว่านไว้ ส่วนจะสามารถเดินหน้าได้ต่อไป หรือจะต้องติดอยู่ในวังวนเหมือนอย่าง 20 ปีผ่านมา ก็คงจะต้องมารอดูจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะมีขึ้นในครั้งนี้